Home » 1. Investment Talk, 1.1 Investment Basic

InvestmentTalk – ชีวิตคือการลงทุน

15 February 2010 1,379 views No Comment

Written by:

หลังจากที่เราพูดคุยกันมาหลายเดือน ในเรื่องการลงทุนทั้งในเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ ผมคิดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงแค่เครื่องมือช่วยในการลงทุนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่หลักการลงทุนขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงหลักวิศวกรรมทางการเงินที่ซับซ้อน ในความเห็นของผม หัวใจสำคัญที่สุดของการลงทุนคือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมคนเราจึงต้องลงทุน?” และพยายามตอบคำถามนั้นกับตัวเอง

ทำไมผมถึงลงทุน? ผมคิดว่าการลงทุนคือ “การยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ซึ่งก็คือการยอมเสียสละความสุขในวันนี้เพื่อให้ได้ความสุขมากขึ้นในอนาคต

และความจริงการลงทุนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ในเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เท่านั้น หากยังได้ผสมอยู่ในวิถีชีวิตของทุกคนมาตั้งแต่เด็กจนผู้ใหญ่ ซึ่งบางท่านอาจจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้น แท้จริงแล้วก็คือการลงทุน

การมีบุตรคือการลงทุน – ผมเคยถามเพื่อน ๆ และผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านว่า ทำไมถึงต้องการมีบุตร และคำตอบเกือบทั้งหมดก็คือว่าอยากให้บุตรเลี้ยงดูท่านตอบแทนในยามแก่เฒ่า ซึ่งทุกท่านคงมองเห็นภาพชัดเจนว่าการมีบุตรจะสร้างภาระต่อ บุพการีมากเพียงไร และยาวนานเพียงไรกว่าการลงทุนเลี้ยงดูบุตรหนึ่งคนจะออกดอกออกผลคือการที่บุตรกลับมาเลี้ยงดูท่านได้อย่างที่ต้องการ จึงกล่าวได้ว่าการลงทุนมีบุตร คือการยอมสละความสุขของตัวเองในวันนี้ และทุ่มเทกำลังกายกำลังใจตลอดจนกำลังทรัพย์ไปในการเลี้ยง ดูให้บุตรของท่านเติบใหญ่เพื่อให้สามารถเลี้ยงดูท่านได้ในอนาคต

การศึกษาคือการลงทุน – เป้าหมายในการเข้ารับการศึกษาของหลาย ๆ ท่านคงจะเหมือนกันคือ ต้องการนำความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพ ให้เกิดความก้าวหน้าในชีวิต ให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น ให้มีที่ยืนมากขึ้นในสังคมที่มีแต่การแข่งขัน และทุกท่านคงทราบดีกว่าชีวิตคนคนหนึ่งใช้เวลาอยู่ในระบบการศึกษานานกว่า 20 ปี ซึ่งถ้าท่านเลือกที่จะไม่เรียนจนถึง 20 ปี ท่านอาจจะมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีกมาก เช่นช่วยครอบครัวหาเลี้ยงได้เร็วขึ้น หรือเริ่มต้นทำงานเร็วขึ้นและมีเงินเก็บเร็วขึ้น จึงกล่าวได้ว่า การศึกษาคือการยอมสละทางเลือกในวันนี้ และทุ่มเทเวลาและสมองไปในการแสวง หาความรู้ที่สูงขึ้นเพื่อให้ชีวิตท่านดีขึ้นในอนาคต

การทำงานหนักคือการลงทุน – คนที่ยอมทำงานหนักกว่าคนอื่นๆ ทุกคนย่อมต้องการความก้าวหน้าในอาชีพที่รวดเร็วกว่าคนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน โดยต้องยอมสละเวลาส่วนตัว สุขภาพ และบางครั้งอาจต้องเสียคนรักไป จึงกล่าวได้ว่าการทำงานหนึ่งคือการยอมแลกความสุขด้านต่างๆ ในวันนี้เพื่อให้ความก้าวหน้าในอนาคตมาเร็วขึ้น

กลับมาที่การลงทุนในเรื่องของเรา ลองคิดดูว่าถ้าท่านได้รับเงินเดือนมาแล้วใช้ไปจนหมดไม่เหลือเก็บออม (ความจริงการออมก็นับเป็นการลง ทุน แต่ส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าเงินเฟ้อ จนทำให้เงินด้อยค่าลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป แทนที่จะเพิ่มขึ้น จึงเป็นการอดเปรี้ยวแต่ได้กินฝาด) ไม่เหลือไปลงทุน ทรัพย์สินของท่านก็จะมีแต่สินค้าเก่าที่นับวันมีแต่จะด้อยค่าลงไปเรื่อย ๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือที่ตกรุ่นได้ในเวลาไม่เกิน 1 ปี หรือรถยนต์ที่เก่าลงทุกวัน (การซื้อรถยนต์เพื่อความสบาย ไม่ได้ใช้เพื่อหาเงิน จึงไม่ใช่การลงทุน เพราะโดยทั่วไปแล้วท่านไม่สามารถขายรถยนต์ที่ใช้แล้วในราคาเดียวกันกับรถใหม่ป้ายแดง ซึ่งส่วนต่างก็คือค่าใช้จ่ายก้อนโตของท่านนั่นเอง!)

ดังนั้น การอดเปรี้ยวไว้กินหวานทางการเงิน คือการยอมสละความสุขจากการจับจ่ายซื้อหาสินค้าและเครื่องอำนวยความสะดวกในวันนี้ แล้วยอมนำเงินไปผ่านกระบวนการที่ทำให้ตัวมันเองเติบโตทวีคูณมากขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งมูลค่าของทรัพย์สินที่สูงขึ้นในอนาคต ซึ่งกระบวนการนั้นต้องประกอบด้วยความอดทนของจิตใจในการที่ จะไม่กินเปรี้ยวก่อนที่จะหวาน และการใช้ข้อมูลบวกกับทักษะในการนำเงินให้ไปอยู่ให้ถูกที่ถูกเวลา

อย่างไรก็ดี การลงทุนย่อมคู่กับความเสี่ยง (ความเสี่ยง คือ โอกาสที่ผลที่เกิดจริงจะไม่เป็นไปตามที่หวังไว้แต่แรก) การลงทุนทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะให้ผลไม่เป็นอย่างใจท่าน บุตรของท่านอาจทอดทิ้งไม่เลี้ยงดู การศึกษาของท่านอาจกลายเป็นสาขาอาชีพที่มีรายได้น้อยไม่เป็นที่นิยม การทำงานหนักของท่านอาจโดนเด็กเส้นเติบโตข้ามหัว หรือแม้แต่การลงทุนทางการเงินของท่านอาจขาดทุน ด้วยเหตุนี้ ส่วนตัวผมจึงเห็นว่าไม่ควรลงทุนไปในเรื่องใดของชีวิตจนมากเกินไป คือต้องกระจายการลงทุนให้สมดุล ทั้งเรื่องความก้าวหน้าทางการงาน ความสุขกับครอบครัว และความมั่งคั่งทางการเงิน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากจะฝากให้เป็นข้อคิดก็คือ ความเสี่ยงที่สุดของชีวิตคนคนหนึ่ง ไม่ใช่การลงทุนที่ผิดพลาด แต่คือการไม่กล้าลงทุนในสิ่งใดเลย

และไม่ว่าทางเลือกต่างๆ จะมีความเสี่ยงอย่างไร หากท่านมุ่งหวังอยากได้สิ่งที่ดีกว่าในอนาคตซึ่งมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้ กุญแจไปสู่เป้าหมายเหล่านั้นก็ คือการลงทุน

ชีวิตคือการลงทุนครับ…


 คุณ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ (SJ, Keng) ปัจจุบันเป็น Head of Treasury & Investment Department และ Investment Committee Member ของ บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) (ประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน SET Symbol: BFIT) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาระบบสารสนเทศทางการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ MBA (เน้นด้าน Finance) จาก The University of Western Australia คุณศกุนพัฒน์เริ่มสะสมประสบการณ์ด้านการวิเคราะห์ธุรกิจเมื่อปี 2544 ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่ง Account Analyst โดยรับผิดชอบลูกค้าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรม หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2548 ได้เริ่มงานบริหารเงินลงทุนของบริษัทเอง (Proprietary Portfolios) ซึ่งประกอบด้วยการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน การลงทุนในหุ้นสามัญทั้งที่ซื้อขายใน SET และนอก SET ตลอดจนการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และรับผิดชอบการบริหารจัดการสภาพคล่องของบริษัทผ่านธุรกรรมในตลาดเงิน คุณศกุนพัฒน์ ผ่านการทดสอบ CISA Level II ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานกลต.ให้เป็นผู้ติดต่อกับนักลงทุนประเภท ก. และได้รับอนุญาตจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยให้เป็นผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน Read more from this author


Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

 

Switch to our mobile site