Home » 1. Investment Talk, 1.4 Stock

InvestmentTalk – ลงทุนแบบ JOHN NEFF

26 July 2010 1,186 views One Comment

Written by:

จอห์น เนฟฟ์ เป็นผู้จัดการกองทุนที่มีชื่อว่า Windsor กองทุนที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในอเมริกา โดยที่ผลตอบแทนในช่วงเวลาที่เขาบริหารพอร์ตการลงทุนตลอดระยะเวลา 32 ปี เขาสามารถสร้างผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยถึงปีละ 13.7% และได้ผลตอบแทน 57 เท่าของเงินลงทุนเริ่มแรก ซึ่ง S&P500 index ได้ผลตอบแทน 10.6% ซึ่งการบริหารของเขานั้นไม่ธรรมดาใช่ไหมครับ เรามาลองดูว่าเขามีวิธีการจัดการอย่างไร

จอห์น เนฟฟ์ ได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนหุ้นเน้นคุณค่าสุดขั้วหรือสุดโต่งเลยทีเดียว โดยเน้นการลงทุนหุ้นที่มี P/E ต่ำ บริษัทที่ไม่ค่อยเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน มีอัตราการเติบโตปานกลาง และมีเงินปันผลสม่ำเสมอ   และเขายังเตือนด้วยอีกว่า อย่าไล่ตามหุ้นที่มีอัตราการเติบโตที่สูงที่มีคนสนใจมากซึ่งจะผลักดันให้ P/E สูงอย่างมาก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับราคาหุ้นตัวนั้นๆ นอกจากนี้เขาจะมีเหตุผลในการขายหุ้น 2 ปัจจัยได้แก่ 1) ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทแย่ลง 2) ขายหุ้นเมื่อได้ผลตอบแทนที่คาดหวัง

จอห์เนฟมีหลักการในการเลือกหุ้นที่ง่ายแต่มีความสำคัญอย่างมาก 7 ข้อได้แก่

1. P/E ต่ำ

  • จอห์น เนฟฟ์ จะลงทุนหุ้นที่มี P/E ต่ำๆ โดยจะมี P/E ต่ำกว่าตลาดประมาณ 40-60% ไม่ว่าบรรยากาศตลาดหุ้นจะอยู่ในสถานการณ์แบบใด
  • การลงทุนในหุ้น P/E ต่ำนั้น นักลงทุนต้องแยกให้ออกว่าเป็นหุ้นที่ดีที่ถูกขายอย่างไร้เหตุผล หรือว่าเป็นหุ้นที่ไร้อนาคต
  • ในช่วงตลาดขาลงหุ้นที่มี P/E ต่ำนั้นจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าหุ้นที่มี P/E สูง และหากบริษัทที่มี P/E ต่ำนั้นมีแนวโน้มดีขึ้นราคาหุ้นก็จะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างมาก

2. อัตราการเติบโตของบริษัทมาจากปัจจัยพื้นฐานไม่ต่ำกว่า 7%

  • สำหรับหุ้นที่มี P/E สูงๆ ความคาดหมายอัตราการเติบโตของบริษัทจะสูงตามไปด้วย หากอัตราการเติบโตนั้นพลาดเป้าหมายเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้ราคานั้นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง
  • กองทุน Windsor จะทำการขายหุ้นหากอัตราการเติบโตที่คาดการณ์นั้นต่ำกว่า 6% หรือเกินกว่า 20% (เพดานสูงสุดที่กองทุนตั้งไว้)
  • การประมาณการเติบโตของบริษัทนั้นควรมีระยะเวลา 5 ปี

3. มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีอัตราเติบโตต่อเนื่องในอนาคต

  • อัตรการจ่ายเงินปันผล (Dividend Yield) เป็นส่วนที่แน่นอน แต่อัตราการเติบโตและกำไรจะเป็นไปตามที่คาดการณ์หรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
  • การเลือกหุ้นแม้ว่าอัตราการเติบโตของเงินปันผลในช่วงปีหรือสองปีแรกอาจจะไม่สูงมากนัก แต่บริษัทมีโอกาสที่จะจ่ายเงินปันผลที่สูงขึ้นได้ในอนาคต
  • ราคาหุ้นมักจะซื้อขายบนพื้นฐานของอัตราการเติบโตของกำไรที่คาดการณ์ ดังนั้นการได้รับเงินปันผลการที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นส่วนเพิ่มที่ไม่มีต้นทุน หรือเรียกว่า “Free plus” ส่วนที่เพิ่มที่ไม่มีต้นทุนจึงเป็นผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับนอกเหนือสิ่งที่คาดหวังไว้ในตอนแรก
  • บริษัทที่มีการเติบโตเต็มที่และมี Dividend Yield เท่ากับค่าเฉลี่ยก็จะถูกแทนที่โดยหุ้นที่มีมาตราฐานที่ดีกว่า

4. อัตราผลตอบแทนโดยรวม (Total return) เฉลี่ยสูงกว่า P/E ratio

  • อัตราผลตอบแทนโดยรวม (Total return) คือ อัตราการเติบโตบวกด้วยอัตราเงินปันผล  (Dividend Yield) โดยที่จะใช้อัตราส่วน GYP (Growth & Dividend Yield:P/E ratio) คืออัตราการเติบโตของกำไรบวกด้วยผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) หารด้วย P/E โดยที่อัตราส่วนนี้ควรสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดประมาณ 2 ต่อ 1

5. บริษัทที่มีผลประกอบการผันผวนตามวงจรเศรษฐกิจ (Cyclical stock) ต้องชดเชยด้วย P/E ratio ที่ต่ำ

  • การประเมินคุณภาพของหุ้น Cyclical stock นั้นใช้อัตราการเติบโตปกติของกำไรโดยเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ซึ่งกำไรปกติจะเป็นการประมาณการกำไรที่ดีที่สุดในทุกช่วงของวงจรธุรกิจ
  • การเลือกซื้อหุ้น Cyclical stock นั้นควรซื้อหุ้นที่มี P/E ใกล้จุดที่เคยต่ำสุด เนื่องจากแต่ละวงจรมีระยะเวลาที่แตกต่างกันส่งผลให้เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจุดต่ำสุดจะอยู่ที่ใด

6. บริษัทที่มีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโต

  • บริษัที่มีการตลาดที่เข้มแข็งและมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต
  • เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ
  • มีการบริหารต้นทุนได้ดีในสถาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ

7. บริษัทมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีเหมาะสมกับการลงทุน

  • บริษัทมียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลให้กำไรเติบโตไปด้วย
  • ROE ต้องโดดเด่น ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ดีที่สุดในการใช้วัดประสิทธิภาพการใช้เงินของผู้ถือหุ้นในการบริหารงานของผู้บริหาร
  • กำไรก่อนภาษี (EBT) สามารถบอกรายละเอียดของต้นทุนได้ดีกว่ากำไรจากการดำเนินงาน เนื่องจากสามารถแสดงค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขายที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจทั้งหมด
  • บริษัทที่มีกระแสเงินสดส่วนเกิน (FCF) ซึ่งหักเงินทุนหมุนเวียนและการลงทุนไปแล้ว บริษัทเหล่านี้สามารถที่จะจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นได้ ซื้อหุ้นคืน ซื้อกิจการอื่น หรือลงทุนเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทในอนาคต

หลักการทั้ง 7 ข้อนี้ คงไม่มีข้อใดข้อหนึ่งที่จะเป็นตัวกำหนดในการซื้อหรือขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แต่นักลงทุนควรพิจารณาว่าหุ้นที่คุณสนใจนั้นได้ผ่านการวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อยืนยันว่าการคาดการณ์อัตราการเติบโตหรือว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้นน่าเชื่อถือเมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมหรือตลาด และที่สำคัญมี P/E ที่ต่ำ หากการวิเคราะห์นั้นสอดคล้องกับ 7 ข้อที่ได้กล่าวมาข้างต้น ก็จะเป็นการยืนยันความน่าสนใจสำหรับหุ้นตัวนั้นได้เป็นอย่างดี

อ้างอิงจากหนังสือ: ลงทุนแบบ จอห์น เนฟฟ์ (JOHN NEFF on investing) จากผู้เขียน John Neff, S.L. Mintz ผู้แปล ดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์, http://www.thaivi.com/mobile/thread.php?topic_id=32918 , http://www.dekbiz.co.cc/2009/07/18/จอห์น-เนฟฟ์-john-neff/


 คุณ เศรษฐา ปวีณอภิชาต จบการศึกษาปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีประสบการณ์การทำงานด้านวิศวกรติดตั้งระบบสื่อสาร ในตำแหน่งวิศวรกร กับบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง และบริษัทเนทแอนคอนเทนด์ (ไทยแลนด์) รวมระยะเวลาการทำงาน 3 ปี จากนั้นคุณ เศรษฐาได้ทำกาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจสาขาด้านการเงิน ที่สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และเริ่มทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 ในตำแหน่งนักวิเคราะห์การลงทุน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการกองทุน ตราสารทุนภายในประเทศ Read more from this author


One Comment »

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

 

Switch to our mobile site