มีทั้งข้อดีข้อเสียครับ
เนื่องจากผมยังไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้ในเชิงลึกขออนุญาตนำข้อมูลทีืี่หาได้จาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มาแชร์นะครับ
การเปิดเสรีทางการเงินภายใต้กรอบการเจรจาทวิภาคี (FTA)
การเปิดเสรีทางการเงิน
ภายใต้กรอบการเจรจาทวิภาคี (FTA)
โอกาส
ด้านบริการ :
ด้านระบบสถาบันการเงิน :
ข้อจำกัด
ด้านการกำกับดูแล :
1) การตรวจสอบข้อมูลอาจดำเนินการได้ยากขึ้น เช่น ด้านการตรวจสอบบัญชีระหว่างบริษัทแม่
กับบริษัทลูกซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติ
2)
มีการให้บริการในลักษณะที่มีความซับซ้อนและมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาก
ยิ่งขึ้น เช่น Electronic Banking ซึ่งประเทศไทยยังขาดกฎ ระเบียบต่าง ๆ
ในการกำกับดูแล ด้านการสนองนโยบายรัฐบาล
รัฐไม่สามารถแทรกแซงการดำเนินงานได้ในกรณีที่ขอความร่วมมือให้ปฏิบัติ
ตามนโยบายรัฐบาล เช่น การขอความร่วมมือเพื่อให้สินเชื่อแก่ SMEs
หรือระดับรากหญ้าได้ ด้านความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการเงินไทย
หากสถาบันการเงินในประเทศไม่มีการปรับตัว หากมีการแข่งขันอย่างรุนแรง
อาจส่งผลให้จำนวนสถาบันการเงินในประเทศลดลง (Hollowing out effect)
แผนรองรับ การเปิดเสรีด้านการเงิน
ด้านนโยบาย
กระทรวงการคลังได้จัดตั้งคณะทำงานพิจารณาการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการ
เงิน
ทำหน้าที่พิจารณาเตรียมการวางแนวนโยบายการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน
ในกรอบต่างๆ
ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับระดับการพัฒนาของภาคการเงินและภาวะ
เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย
ซึ่งได้มีการหารือกับหน่วยงานที่กำกับดูแลบริการการเงิน ประกอบด้วย
ธนาคารแห่งประเทศไทย (กำกับดูแลธุรกิจธนาคารพาณิชย์)
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(กำกับดูแลธุรกิจหลักทรัพย์) และกรมการประกันภัย
(กำกับดูแลธุรกิจประกันภัย)
การปรับปรุงระบบกฎหมาย
หน่วยงานภาครัฐได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดเสรีการเงิน เช่น
กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดทำแผนแม่บททางการเงิน อีกทั้ง
กำลังอยู่ในระหว่างการเสนอร่างพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน
พ.ศ…….. และร่างพระราชบัญญัติการจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก พ.ศ……
และกรมการประกันภัย
อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในด้านประกันภัย
เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น เป็นต้น
การมีส่วนร่วมของบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประสานงานกับหน่วยงานภาคเอกชนต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจได้รับผลกระทบอันเกิดจากการเปิดเสรีการเงิน เช่น
สมาคมธนาคารไทย สมาคมหลักทรัพย์ สมาคมธุรกิจประกันภัยต่างๆ เป็นต้น
ซึ่งทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญ
และได้ร่วมกันหารือเพื่อเตรียมความพร้อมมาโดยตลอด
การเปิดเสรีการเงินในกรอบทวิภาคีแตกต่างกับที่ผ่านมาอย่างไร
กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) มีลักษณะอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจการเงินในประเทศตามกฎหมายปัจจุบัน
กรอบอาเซียน (ASEAN)
มีวัตถุประสงค์ในการเปิดเสรีให้กับสมาชิกอาเซียนมากกว่าที่ได้ให้ข้อผูกพัน
ไว้ภายใต้ WTO
แต่ในทางปฏิบัติสมาชิกอาเซียนไม่ได้มีการเปิดเสรีให้แก่กันมากนัก
เนื่องจากมีระดับการพัฒนาในภาคการเงินของสมาชิกที่แตกต่างกัน
กรอบทวิภาคี ในปัจจุบัน รัฐบาล
ได้ให้ความสำคัญกับการเปิดเสรภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA)
โดยมีลักษณะการเจรจาเป็นแบบทวิภาคีเพิ่มมากขึ้น
เนื่องจากความคล่องตัวในการจัดทำความตกลงและการพิจารณาผลได้ผลเสียจากความ
ตกลงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาติ
ซึ่งแตกต่างจากที่ได้มีการเปิดเสรีในรูปแบบพหุภาคีที่ผ่านมาซึ่งใช้เวลานาน
ในการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลง ทั้งนี้ การเปิดเสรีในกรอบ FTA
ทวิภาคีจะมีลักษณะครอบคลุมสาขาต่างๆ และเป็นไปในเชิงลึกมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ไทยก็ยังคงให้การสนับสนุนการเจรจาเปิดเสรีในกรอบพหุภาคี WTO
และกรอบอาเซียนด้วยเช่นเดิม
การเตรียมความพร้อมของสถาบันการเงินไทย
จาก
การหารือกับภาคธุรกิจการเงินของไทยที่ผ่านมาเห็นว่า
ยังต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการเตรียมความพร้อม
และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรองรับการเปิดเสรีที่จะเกิดขึ้น
ดังกล่าวอีกระยะหนึ่ง
ถึงแม้ว่าการเปิดเสรีการเงินจะทำให้มีการพัฒนาระบบการเงินในภาพรวมก็ตาม
และผู้บริโภคอาจจะได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายก็ตาม
แต่การเปิดเสรีจะต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจการ
เงิน และการวางมาตรการในการกำกับดูแลที่เหมาะสมของภาครัฐ
และมีการเปิดเสรีอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
จึงจะทำให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์จากการเปิดเสรีการเงินอย่างแท้จริง
ความคืบหน้าของการจัดทำ FTA
ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการเตรียมการเจรจาจัดทำ FTA
รวมทั้งสิ้น 9 กรอบ (สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน บาห์เรน อินเดีย
BIMST-EC เปรู และนิวซีแลนด์)
ความคืบหน้าที่ผ่านมาจะมุ่งเน้นการเจรจาการลดภาษีสินค้าเป็นหลัก
สำหรับการเจรจาในสาขาการเงินที่ได้เริ่มดำเนินการแล้วมีเพียงกรอบ
ไทย-สหรัฐฯ ไทย-ญีปุ่น และไทย-บาห์เรน โดยมีความคืบหน้าดังนี้
ไทย-สหรัฐ สหรัฐฯ
ได้ยื่นร่างความตกลงด้านการเงินฉบับแรกมาให้ฝ่ายไทยพิจารณา
ซึ่งเป็นความตกลงมาตรฐานที่มีรูปเดียวกันกับความตกลงที่เคยมีแล้วของ
สหรัฐฯ-สิงคโปร์ สหรัฐฯ-ชิลี เป็นต้น และขอใช้วิธีการเจรจาแบบ Negative
List กล่าวคือ ให้ระบุเฉพาะสาขาบริการการเงินที่ต้องการสงวนไว้
นอกจากรายการที่ระบุไว้จะถือว่าเปิดให้ดำเนินการได้หมด
ซึ่งฝ่ายไทยกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม
ไทย-ญี่ปุ่น
การจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic
Partnership Agreement : JTEPA) มีข้อบทที่เกี่ยวข้องกับสาขาการเงิน 2 ข้อ
คือ 1) ความร่วมมือทางด้านการเงิน (Financial Services Co-operation) และ
2) การค้าบริการด้านการเงิน (Financial Services Liberalization)
ซึ่งการเจรจาทั้ง 2 บท มีความคืบหน้ามาเป็นลำดับ
โดยในเรื่องความร่วมมือด้านการเงินอาจได้ข้อสรุปในระยะเวลาอันใกล้นี้
แต่ในเรื่องการบริการด้านการเงินนั้นอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
เพื่อพิจารณาแนวทางการเจรจาให้ละเอียดรอบคอบ
เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคการเงินของไทย
และให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับล่าสุด
ไทย-บาห์เรน
บาห์เรนขอให้ไทยเปิดเสรีในสาขาธนาคารพาณิชย์ การประกันภัย และการร่วมทุน
พร้อมกับได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในสาขาธนาคารอิสลาม
ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียด
หมายเหตุ สำหรับประเทศอื่นๆ นอกเหนือจาก 3 ประเทศดังกล่าวข้างต้นยังไม่มีการเริ่มเจรจาด้านการเงิน