Home » 3. Economic Talk, 3.2 Thai Economy

EconomicTalk – คุณว่ารัฐบาลควรกู้หรือไม่ ?

23 August 2009 498 views 7 Comments

Written by:

เมื่อวันก่อนผมนั่งแท็กซี่กลับบ้าน พี่คนขับบ่นให้ฟังว่ารัฐบาลนี้เป็นแต่กู้เงิน ทำอย่างอื่นไม่เป็น เช่นเดียวกับที่ผมได้รับทราบจากสื่อต่าง ๆ กระแสสังคมตอนนี้กำลังต่อต้านการกู้เงินของรัฐบาลค่อนข้างหนัก ทั้งหมดเป็นที่มาของบทความในวันนี้ครับ ผมจะพยายามชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสีย ความเหมาะสมของรัฐบาลในการที่จะกู้เงิน ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินของรัฐบาลครับ

รายได้ และรายจ่ายของรัฐบาล

ราย ได้ของรัฐบาลมาจากภาษีที่เก็บจากประชาชนในหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลที่เก็บจากรายได้ที่อยู่ในระบบ ภาษีนิติบุคคลเก็บจากบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไร ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจากการบริโภค ภาษีศุลกากรที่เก็บจากการนำเข้าส่งออก ฯลฯ หากผมตั้งคำถามว่าใครเสียภาษีเยอะ คำตอบคือผู้ที่มีรายได้เยอะไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหากรายได้เยอะก็ต้องเสีย ภาษีในฐานที่สูง โดยสูงสุดถึง 37% สำหรับนิติบุคคลที่กำไรเยอะก็ย่อมต้องเสียภาษีเยอะเช่นกัน สรุปสั้น ๆ คือภาษีเก็บจากคนรวย หรือบริษัทที่รวยครับ ยิ่งรวยมากก็ยิ่งเสียภาษีมาก ในอนาคตก็กำลังมีการผลักดันในเรื่องของภาษีมรดก และภาษีที่ดิน ซึ่งก็ยังคงอยู่ในหลักการเก็บภาษีจากคนรวยเช่นกัน

รายจ่ายของรัฐบาล แบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือ รายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน รายจ่ายประจำโดยมากจะไม่ก่อให้เกิดผลผลิต เช่นเงินเดือนของข้าราชการทั่วประเทศ ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานทั่วไป การบริการชุมชนและสังคม การเตรียมความพร้อมสำหรับป้องกันประเทศ ฯลฯ ส่วนรายจ่ายลงทุนโดยมากจะเป็นรายจ่ายที่ก่อให้เกิดผลผลิตและเสริมสร้างการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอนาคต เช่นโครงการรถไฟฟ้า การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

การกู้เงินของรัฐบาลเกิดขึ้นเมื่อใด และจะใช้คืนเงินกู้ได้อย่างไร
เช่น เดียวกับประชาชนเวลาจะกู้ หรือคืนเงินกู้ครับ รัฐบาลจะมีความจำเป็นต้องกู้เมื่อรายได้น้อยกว่ารายจ่าย และการใช้คืนเงินกู้ก็กลับข้างกันคือเมื่อรัฐบาลสามารถหารายได้มากกว่าราย จ่าย ก็สามารถนำส่วนที่เหลือมาใช้คืนเงินกู้ได้ครับ ในทางปฏิบัติจะมีการตั้งเป็นงบประมาณล่วงหน้าปีต่อปีครับ ถ้ารัฐบาลตั้งงบประมาณขาดดุลเมื่อใด หมายถึงใช้จ่ายมากกว่ารายรับที่เป็นภาษี ส่วนที่ขาดไปก็ต้องทำการกู้ครับ ไม่ว่าจะกู้จากในประเทศหรือนกประเทศ กลับกันถ้าเป็นงบประมาณแบบเกินดุลก็คือการใช้คืนเงินกู้ในอดีตไปในตัว ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ควรทราบคือรัฐบาลไม่ว่าจะภายใต้การนำของพรรคไหน ต่างก็มีการกู้เงินมาทุกยุคทุกสมัยครับ กล่าวได้คือเมื่อใดที่ตั้งงบประมาณขาดดุล เมื่อนั้นต้องมีการกู้เกิดขึ้นแน่นอนครับ

เมื่อไหร่ที่ควรกู้

ตาม หลักการที่ประพฤติปฏิบัติกันเป็นสากล ประเทศควรกู้หรือตั้งงบประมาณขาดดุลเวลาเศรษฐกิจตกต่ำ และควรใช้คืนเงินกู้หรือตั้งงบประมาณเกินดุลเวลาเศรษฐกิจขยายตัวดี เวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำ แน่นอนว่าภาษีจะเก็บได้น้อยเพราะประชาชนมีรายได้น้อยลง บริโภคน้อยลง บริษัทก็มีกำไรน้อยลง ภาวะแบบนี้รัฐบาลควรตั้งนโยบายแบบขาดดุล คือรายจ่ายมากกว่ารายรับ ซึ่งสุทธิแล้วเท่ากับเป็นการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วเวลาที่เศรษฐกิจอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น รัฐบาลก็ควรตั้งงบเกินดุลเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ และนำภาษีที่ได้รับมากเกินรายจ่ายมาชำระหนี้ที่ก่อไว้ในอดีต คุณล่ะครับคิดว่าเศรษฐกิจตอนนี้อยู่ในภาวะใด ขาขึ้นหรือขาลง และรัฐบาลควรกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเปล่า

วินัยการคลัง และหนี้สาธารณะ

กฎหมาย ได้ระบุไว้ถึงเพดานการกู้เงินของรัฐบาลจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของรายจ่ายประจำปี เป็นที่ชัดเจนว่าเงินกู้ 8 แสนล้านบาทที่รัฐบาลดำริขึ้นนั้นเกินร้อยละ 20 อย่างแน่นอน รัฐบาลจึงกระทำผ่านกฎหมายกู้เงินฉุกเฉิน 2 ฉบับ ซึ่งการกู้เงินย่อมนำไปสู่หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 40 ของขนาดเศรษฐกิจ (GDP) โดยหากกู้เงินทั้ง 8 แสนล้าน จะทำให้ตัวเลขขึ้นไปที่ประมาณร้อยละ 60 ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับกรอบความยั่งยืนทางการคลังเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่เกินร้อยละ 50 แต่หากเปรียบเทียบกับหลายประเทศ ยังนับว่าตัวเลขหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เช่น ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 100% เข้าไปแล้ว

รัฐบาลกู้ ใครได้ประโยชน์ ใครเป็นคนชำระหนี้

ประเด็น นี้ต่างกันชัดเจนระหว่างเวลาประชาชนเป็นหนี้ กับรัฐบาลเป็นหนี้ กรณีประชาชนกู้เงินไปใช้จ่ายเช่น กู้เงินกองทุนหมู่บ้าน กู้เงินธกส. เวลาต้องใช้เงินคืน ผู้กู้เงินย่อมต้องเป็นผู้ชำระ ง่าย ๆ คือกรณีประชาชนกู้เงิน ใครกู้ ใครเอาเงินไปใช้ คนนั้นต้องเป็นคนจ่าย ต่างกับกรณีที่รัฐบาลกู้เงินไม่ว่าจะไปใช้จ่ายในเรื่องใดก็ตาม ซึ่งโดยมากหลัง ๆ ก็มักจะเป็นโครงการประชานิยมที่ช่วยคนรายได้น้อย เช่น เช็คช่วยชาติ เงินบำนาญผู้สูงอายุ ประกันราคาพืชผล แต่กรณีรัฐบาลกู้ ผู้ที่ใช้คืนเงินกู้หลัก ๆ คือผู้ที่เสียภาษีเยอะ ง่าย ๆ คือนำภาษีจากคนรวยไปช่วยคนจน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญกลไกหนึ่งที่ช่วยในเรื่องการกระจายรายได้

แปลกแต่ จริงครับที่เวลารัฐบาลทำโครงการให้ประชาชนกู้เงิน ซึ่งโดยมากเป็นผู้มีรายได้น้อย เกิดเป็นหนี้สินภาคครัวเรือน ประชาชนที่ได้กู้ส่วนใหญ่มีความสุข รู้สึกว่าได้รับโอกาส ทั้ง ๆ ที่ทำให้ตัวเองเป็นหนิ้เป็นสิน ขณะที่เวลารัฐบาลจะกู้ ซึ่งผู้ต้องชำระคืนเงินกู้คือคนหรือบริษัทที่เสียภาษี ยิ่งรวยมากยิ่งต้องเสียภาษีมาก กลับเกิดกระแสต่อต้านจากประชาชนส่วนใหญ่ที่เสียภาษีน้อย แต่เป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากการจับจ่ายของรัฐบาล

คุณล่ะครับคิดว่ารัฐบาลควรกู้หรือไม่ ?

โดย เจษฎา สุขทิศ,CFA.
ผู้จัดการกองทุน, บลจ.อยุธยา จำกัด


 คุณ เจษฎา สุขทิศ, CFA. / นามทวิตเตอร์ @FundTalk ผู้ก่อตั้ง FundManagerTalk.com ปัจจุบันเป็น Senior Fund Manager ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด (”SCBAM”) คุณ เจษฎา เรียนจบ ป.ตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ที่ ม.ธรรมศาสตร์ และ ป.โท ด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ ที่ จุฬาฯ คุณ เจษฎา ได้เริ่มทำงานด้านบริหารเงินลงทุนในปี 2545 กับ บลจ. ยูโอบี (”UOBAM”) … ต่อมาในปี 2548 คุณ เจษฎา ได้ย้ายไปเป็นผู้จัดการกองทุนสังกัด บลจ. อยุธยา เจเอฟ (”AJF”) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ JPMorgan Asset Management โดยปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น บลจ. อยุธยา (“AYF”) … และในปี 2554 คุณ เจษฎา ก็ได้ย้ายไปสังกัดอยู่ค่าย SCBAM ในตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้และบริหารเงิน คุณ เจษฎา มีงานอดิเรก คือการทำร้าน “La Lune Bar & Restaurant” ร่วมกับเพื่อน และการเขียนบทความ /บล็อก เกี่ยวกับการลงทุน Read more from this author


7 Comments »

  • Anonymous said:

    เรื่องรัฐบาลควรกู้เงินหรือไม่นั้น คำตอบที่ได้จากสังคมคงหลากหลาย มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ รัฐบาลส่วนมากในโลกก็ตั้งงบแบบขาดดุล ผมจึงไม่มีปัญหาว่ารัฐบาลไทยจะกู้เงินจำนวนมหาศาล แต่ผมมีคำถามว่ารัฐบาลกู้เงินไปทำอะไร? จัดลำดับความสำคัญของการใช้เงินกู้อย่างไร? ทำอย่างไรเงินกู้จำนวนมหาศาลจะถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพ? ก่อนที่จะกู้เงิน รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้คิดวางยุทธศาสตร์ประเทศในระยะยาวแล้วใช่หรือไม๋?

    วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกเที่ยวนี้ กลบข่าวสำคัญเรื่องอื่นๆไปพอสมควร เช่น วิกฤตอาหาร วิกฤตพลังงาน วิกฤตสังคม และวิกฤตสิ่งแวดล้อม

    เรื่องวิกฤตพลังงาน น้ำมันราคาสูงลิบจะกลับมาแน่นอนในไม่ช้า รัฐบาลได้คิดวางยุทธศาสตร์การสร้างพลังงานทางเลือกในไทยอย่างไร?

    เรื่องวิกฤตสังคม ทำอย่างไรจะลดจำนวนคนยากจนในประเทศไทย ทำอย่างไรจะลดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย? จะปฏิรูปภาคเกษตรอย่างไรให้ชาวนา/ชาวไร่/ชาวสวน มีอำนาจซื้อมากขึ้น?

    ผมยกตัวอย่าง 2 วิกฤตนี้ขึ้นมา เพื่อให้รัฐบาลตระหนักว่า เงินทุกบาททุกสตางค์นั้นต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องคิดไกล-มองยาว ต้องใช้เพื่อสร้างอนาคตของประเทศไทย ไม่ใช่เอาเงินมาปู้ยี่ปู้ยำกับโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพในระยะสั้น

    ไม่เช่นนั้น เงินกู้ก็อาจทำให้ประเทศไทยกู่ไม่กลับ…

      ( Quote )

    [Reply]

  • Humphrey said:

    Reply คุณพยุงศักดิ์

    "เงินกู้ก็อาจทำให้ประเทศไทยกู่ไม่กลับ…"

    ชอบประโยคนี้มากกก

      ( Quote )

    [Reply]

  • Anonymous said:

    แหมฟังคุณพยุงศักดิ์และคุณเจษฎา เม้าท์กันมันส์และดุเดือด ผมเลยปิ้งไอเดีย นโยบาย หนึ่งเกี่ยวกับคนยากจน โดยดูดเงินจากภาษีจากผู้มีอันจะกินโดยผู้มีอันจะกินก็ต้องได้ประโยชน์ด้วยผ่านเครื่องมือคือ "การบริจาค" ดังนี้ สมมตินะครับ หากเดิมผู้มีอันจะกิน (คนรวย)มีรายได้ 100 บาทต้องเสียภาษี 37 บาท หากรัฐบาลประกาศให้การบริจาคสามารถหักลดฐานภาษีได้ในอัตราที่ดึงดูดใจ เช่นหาก คนรวยยอมบริจาค 10 บาท แล้วเสียภาษี เหลือสัก 25 บาท ผมเป็นคนรวยก็จะบริจาคเพราะเหลือเงินมากขึ้น 2 บาท รัฐบาลจัดเก็บรายรับได้ลดลง 12 บาท (ซึ่งเราก็คิดว่ารํฐบาลไม่ได้จัดการอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้วนี่ครับ) หากแต่ปัญหาคือใครจะเป็นคนจัดการ 10 บาทที่ได้มาช่วยคนจนละครับ (ในความคิดผมควรให้อบต.จัดการไป)ตัวเลขดังกล่าวสมมติขึ้น หากลอง x 100,000 บาท อาจได้โมเดลที่ตรงความจริงมากขึ้นนะครับ หลักการนี้ประยุกต์ได้ทุกวัตถุประสงค์และอาจเป็นองค์กรระดับรัฐอื่นครับ ผมว่าเป็นการ decentrallization อย่างนึงครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    idea แปลกดีครับ คุณ ณธีัพัฒน์

    แต่มี comment นิดนึงครับ

    จริง ๆ ถ้าบริหารจัดการให้ดีภาษีก็คือการกระจายรายได้จากคนรวยไปสู่คนจนครับ (มันขึ้นอยู่กับการจัดการ และความสุจริต)

    บริจาค 10 บาท แต่ประหยัดภาษีได้ 12 บาท กลายเป็นว่าคนรวยจะรวยขึ้นรึเปล่าครับ ^_^

      ( Quote )

    [Reply]

  • Anonymous said:

    อ่านดูแล้วน่าชื่นชมคนรวยที่รับหนี้สาธารณะแทนคนจนนะคะ

    แต่ดูเหมือนจะไม่ได้เจาะลึกว่าคนรวยมีรายได้มาจากไหน (เงินทองไม่ได้หล่นมาจากฟ้าใช่ไหมคะ)

    ถ้าคนไทยส่วนใหญ่จน แต่คนไทยส่วนใหญ่ทานข้าว ผัก ไข่ เนื้อสัตว์ ที่ไม่ได้ปลูกได้เลี้ยงเอง คนไทยจ่ายค่าอุปโภคบริโภค จ่ายค่าพลังงาน คนไทยเกือบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ และจ่ายค่าโทรศัพท์ทุกครั้ง พอจะนึกออกบ้างไหมคะ ว่าเงินที่จ่ายออกทั้งหมดนั้นไปอยู่ที่ไหน ลองกลับไปทบทวนดูหน่อยดีไหมคะ ว่าลึกๆ แล้ว เงินทุกสตางค์ที่เป็นรายได้ของคนรวยนั้นได้มาจากใคร

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    ขอบคุณสำหรับ comment คุณศรีศุกร์ครับ

    เจตนาผมมิได้ต้องการชื่นชมคนกลุ่มไหนเป็นพิเศษ และบทความนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรายได้ของคนรวยครับ ผมเพียงแต่อธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงสร้างรายได้-รายจ่ายของภาครัฐ และนโยบายการคลังแต่ละประเภทเท่านั้น

    กรุณาอย่าตีความว่าในใจผมคิดอะไรเลยนะครับ เพราะผมไม่ได้คิดอะไรจริง ๆ

      ( Quote )

    [Reply]

  • Anonymous said:

    ขอแสดงความคิดเห็นบ้างนะครับ

    ผมเป็นคนนึงที่สนับสนุนการกู้เงินนะครับ แต่สิ่งที่สำคัญของการกู้เงินสำหรับผมก็คือ ประสิทธิภาพ จากการใช้เงิน ซึ่งผมคิดว่าประเทศชาติน่าจะได้อะไรมากกว่านี้มากจากการใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่ผมยังมองไม่เห็นอะไรเลย เสมือนครอบครัวหนึ่งจะไปกู้เงินมาซื้อรถ BMW แต่กลับได้ BMX และก็ต้องมาผ่อนเงินเป็นล้าน

    การคืนเงินผมรู้สึกว่าจะได้ยินคำว่ากู้มาปิดหีบบ่อยนะครับ คือลองคิดดูเล่นๆนะครับ หากรัฐบาลกู้เงินมาแล้วไม่สามารถจ่ายคืนได้จะทำอย่างไรหากใช้เงินไม่มีประสิทธิภาพ คำตอบก็คือกู้ต่อไป ถ้าหากเกิดการกู้มาปิดหีบเรื่อยๆจนเป็นวงจรจะเกิดอะไรขึ้น สัดส่วนหนี้สินต่อGDPจะไปที่เท่าไหร่ไม่รู้ ณู้แต่ว่าเกิดวิกฤตแน่นอน

    สุดท้ายผมขอฝากไว้ว่า เงิน 100 บาท ของคนรวยกับคนจน มีค่าไม่เท่ากันนะครับ คนรวยเสียภาษีมาก แต่ ไม่ได้หมายความว่าคุณค่าเงินของคนรวยจำนวนมากกว่าจะมีคุณค่ามากกว่าเงินจำนวนน้อยของคนจน

      ( Quote )

    [Reply]

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

 

Switch to our mobile site