Home » 3. Economic Talk, 3.2 Thai Economy

Economic Talk – อัตราดอกเบี้ยนโยบายและความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

17 March 2010 15,135 views 13 Comments

Written by:

หลายท่านคงเคยได้ยินข่าวของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอาจจะส่งสัยว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย

ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ภาครัฐจะกำหนดนโยบายที่สำคัญ 2 ประเภทคือ 1) นโยบายการคลัง และ 2) นโยบายการเงิน

1) ในส่วนของนโยบายการคลัง ซึ่งมีกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการ จะดำเนินการผ่านเครื่องมือที่สำคัญ 2 ส่วน คือ

1.1) การจัดเก็บภาษี (รายได้ภาครัฐ) และ
1.2) งบประมาณแผ่นดิน (รายจ่ายภาครัฐ)

ซึ่งหากภาครัฐต้องใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ก็จะถือเป็นการใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล โดยจะต้องมีการกู้ยืมโดยการออกพันธบัตรเพื่อนำเงินมาชดเชยส่วนต่าง ในทางกลับกัน หากภาครัฐมีรายได้สูงแต่กำหนดให้มีรายจ่ายต่ำกว่า ก็จะเป็นการใช้นโนบายการคลังแบบเกินดุล ความจำเป็นในการออกพันธบัตรก็จะลดลง

2) ทางด้านนโยบายการเงิน ซึ่งมีธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงค์ชาติ) เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง จะดำเนินการผ่านเครื่องมือหลักๆ 2 ประเภท (ซึ่งความจริงยังมีอีกหลายเครื่องมือแต่ขอละไว้ก่อน) คือ

2.1) การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยแบงค์ชาติจะทำหน้าที่เป็นเจ้ามือคอยซื้อขายเงินต่างประเทศ (หลักๆ คือเงินสกุล USD) เพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ (หมายความว่าขึ้นลงได้ตามแนวโน้ม แต่ไม่ผันผวนรุนแรง) และความเหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น และ

2.2) การบริหารอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยคณะกรรมการของแบงค์ชาติจะจัดตั้งคณะกรรมการย่อยขึ้นมาหนึ่งชุด คือ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อทำหน้าที่พิจารณาภาวะเศรษฐกิจและกำหนดระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสม

โดย กนง.มักใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (ลดดอกเบี้ยให้ต่ำ) ในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำและเงินเฟ้อลดต่ำลง เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชน จนกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้

ในทางกลับกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโต ระดับราคาสินค้าสูงขึ้นจนทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น กนง.มักจะใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว (เพิ่มดอกเบี้ยให้สูง) เพื่อให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงจนดึงเงินเฟ้อให้ลดลงได้ (หากเงินเฟ้อสูงเกินไปจะทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง เนื่องจากของแพงขึ้นแต่มีตัวเงินเท่าเดิม)

ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง.จะเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของการทำธุรกรรมขั้นพื้นฐานระยะสั้นกับสถาบันการเงินต่างๆ ที่เรียกว่า อัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันบัตรระยะเวลา 1 วัน (1-Day Repurchase Rate หรือ 1-Day Repo Rate) กล่าวคือ ในกรณีที่สถาบันการเงินมีสภาพคล่องเหลือก็จะนำเงินไปให้แบงค์ชาติกู้ยืมเป็นระยะเวลา 1 วัน ซึ่งแบงค์ชาติจะโอนพันธบัตรภาครัฐให้กับสถาบันการเงินเพื่อเป็นหลักประกัน โดยแบงค์ชาติสัญญาว่าจะ “รับซื้อคืนพันธบัตร” ที่ใช้เป็นหลักประกัน กลับมาจากสถาบันการเงินพร้อมทั้งจ่ายดอกเบี้ยสำหรับระยะเวลา 1 วันให้ โดยดอกเบี้ยนั้นก็คืออัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยนั่นเอง

อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่กำหนดไว้เป็นแกนอาจไม่เท่ากับอัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันบัตรระยะเวลา 1 วันเสมอไป เนื่องแบงค์ชาติจะใช้วิธีให้สถาบันการเงินเสนออัตราผลตอบแทนที่ต้องการ (ประมูล) โดยผู้ที่ต้องการดอกเบี้ยต่ำสุดจะได้ทำธุรกรรมนี้กับแบงค์ชาติก่อนจนครบจำนวนที่แบงค์ชาติกำหนดไว้ในแต่ละวัน และเนื่องจากในปัจจุบันมีสภาพคล่องในสถาบันการเงินเหลือค่อนข้างมาก (Over Demand) ทำให้ 1-Day Repo Rate ในปัจจุบันเท่ากับ 1.18% ต่อปี ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายที่กำหนดไว้ คือ 1.25% ต่อปี

ในการประชุมกนง.ทุกครั้ง (ประชุมทุก 6 สัปดาห์ ปีละ 8 ครั้ง) จะมีการพิจารณาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับอัตราเงินเฟ้อ และบางครั้งอาจพิจารณาปัจจัยด้านการเมืองควบคู่ไปด้วย เพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สามารถรักษาเป้าหมายนโยบายการเงินของประเทศไว้ได้ โดยเป้าหมายนโยบายการเงินของประทศสำหรับปี 2553 คือการควบคุม “อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน [ไม่รวมราคาพลังงานและอาหารสด] เฉลี่ยรายไตรมาสระหว่างร้อยละ 0.5 – 3.0 ต่อปี” (อ่านเป้าหมายนโยบายการเงินประจำปี 2553 ฉบับเต็มได้ที่นี่: http://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/Documents/inflation_2553.pdf)

เช่นการประชุมกนง.เมื่อต้นเดือ นมี.ค.53 ที่ผ่านมา กนง.ยังคงรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี ด้วยเหตุดังนี้

“ อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยล่าสุดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 3.7 เป็นผลจากราคาน้ำมันและอาหารสด ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยัง อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะต่อไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ

คณะกรรมการฯ [กนง.] เห็นว่า ความเสี่ยงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลง ทำให้ความจำเป็นที่ต้องมีนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษเช่นในปัจจุบันได้ลดน้อยล งไปมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศ [การเมือง] ที่อาจจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี ก่อนที่จะพิจารณาปรับอัตราดอก เบี้ยนโยบายให้เข้าสู่ภาวะปก ติต่อไป”

(อ่านสรุปผลการประชุมกนง.ฉบับเต็ม ได้ที่นี่: http://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/Documents/MPC_22553.pdf)

กราฟอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐาน ย้อนหลัง 7 ปี

จากผลการประชุมข้างต้นเมื่อกนง.เห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มขยายตัว และเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น (เส้นสีแดงและชมพู) กำลังซื้อประชาชนเริ่มลดลง >> ก็จะเริ่มปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (เส้นสีน้ำเงิน) >> เพื่อส่งสัญญาณให้ธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ ซึ่งในทางปฏิบัติธนาคารอาจปรับดอกเบี้ยเงินฝาก (ต้นทุน) ขึ้นเล็กน้อย แต่ปรับดอกเบี้ยเงินกู้ (รายได้) ขึ้นมากกว่า >> ทำให้ประชาชนออมเงินมากขึ้น (ดอกเบี้ยเงินฝากดีขึ้น) และกู้ยืมน้อยลง (ดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น) >> เป็นเหตุให้การใช้จ่ายครัวเรือนลดลง (เอาเงินไปออมมากขึ้น) และการลงทุนลดลง (ต้นทุนการกู้ยืมเพื่อขยายธุรกิจสูงขึ้น) >> จนทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อชะลอตัวลง

ในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจเริ่มหดตัวและเงินเฟ้อต่ำลง >> กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย >> เพื่อส่งสัญญาณให้ธนาคารพาณิชย์ลดอัตราดอกเบี้ยทั้งสองขาลง >> ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้น (ฝากแบงค์แล้วได้ดอกเบี้ยต่ำ) และธุรกิจกู้เงินได้มากขึ้น (ต้นทุนเงินต่ำลง) >> กิจกรรมทางเศรษฐกิจ (การใช้จ่ายครัวเรือนและการลงทุน) ก็จะได้รับการกระตุ้น จนเป็นผลให้เศรษฐกิจกลับมาขยาย ตัวได้อีกครั้ง จนครบวัฎจักร

(วงจรข้างต้นเป็นตัวอย่างแบบไม่ซับซ้อนซึ่งกล่าวถึงตัวแปรไม่มาก เพื่อให้เห็นภาพได้อย่างง่าย แต่ในความจริงมีตัวแปรอีกมากที่เป็นปัจจัยในการบริหารเศรษฐกิจระดับประเทศ ทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ดุลการค้า ดุลการคลัง กระแสเงินทุนไหลเข้าออก การเมือง ฯลฯ)

ความสัมพันธ์ของอัตราดอกเบี้ยนโยบายกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและ SET Index

กราฟ SET Index, 1-Day Repo Rate และ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ย้อนหลัง 10 ปี

จากกราฟพบว่า

1) โดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นพื้นฐานที่ใช้กำหนดทิศ ทางอัตราดอกเบี้ยทั้งหมดในประเทศ รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลด้วย แต่อย่างไรก็ดี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้จะคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไว้ล่วงหน้า ดังนั้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะปรับตัวก่อนการเปลี่ยนแปลงอัตราอัตราดอกเบี้ย นโยบาย (วงกลมสีดำ) เช่นกลางปี 2003 และ 2009 ตามรูป โดย 1-Day Repo Rate คงที่ที่ประมาณ 1% ตั้งแต่ มิ.ย.03 จนถึง มิ.ย.04 แต่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีในช่วงเดียวกันได้ปรับขึ้นจาก 1% ไปที่ 2.2% และเมื่อเร็วๆนี้ก็เช่นเดียวกัน 1-Day Repo Rate คงที่ที่ประมาณ 1.18% มาตั้งแต่ เม.ย.09 จนถึงปัจจุบัน แต่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีในช่วงเดียวกันได้ปรับขึ้นจาก 1.2% ไปที่ 2.3% แล้ว (เริ่มเห็นว่าดอกเบี้ยนโนบายจะปรับขึ้นแล้ว รีบขายพันธบัตรออกไปก่อนดีกว่า เพราะดอกเบี้ยขึ้นแล้วมูลค่าพันธบัตรจะลดลง ดังนั้น ขายก่อน = กำไรมากกว่าและขาดทุนน้อยกว่า)

2) หุ้นจะเริ่มฟื้นตัวก่อนที่ดอกเบี้ยนโยบายจะถึงจุดต่ำสุด (วงกลมสีม่วง) จะเห็นได้จากช่วงต้นปี 2003 และต้นปี 2009 ที่ดอกเบี้ยยังคงลดลงต่อเนื่อง แต่ SET Index เริ่มกลับตัวเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นแล้ว ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยเหตุผลเดียวกันคือ นักลงทุนจะตัดสินใจโดยใช้การคาดการณ์ล่วงหน้า (เริ่มเห็นก้นเหวแล้ว รีบซื้อหุ้นก่อนดีกว่า)

ขณะนี้ กนง.ให้สัญญาณชัดเจนแล้วว่า ถ้าการเมืองสงบจะปรับขึ้นดอกเบี้นนโยบายแน่นอนครับ เตรียมตัวรับภาวะดอกเบี้ยสูง ณ บัดนี้

ที่มาของข้อมูลดิบ: www.bot.or.th, Reuters


 คุณ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ (SJ, Keng) ปัจจุบันเป็น Head of Treasury & Investment Department และ Investment Committee Member ของ บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) (ประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน SET Symbol: BFIT) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาระบบสารสนเทศทางการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ MBA (เน้นด้าน Finance) จาก The University of Western Australia คุณศกุนพัฒน์เริ่มสะสมประสบการณ์ด้านการวิเคราะห์ธุรกิจเมื่อปี 2544 ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่ง Account Analyst โดยรับผิดชอบลูกค้าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรม หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2548 ได้เริ่มงานบริหารเงินลงทุนของบริษัทเอง (Proprietary Portfolios) ซึ่งประกอบด้วยการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน การลงทุนในหุ้นสามัญทั้งที่ซื้อขายใน SET และนอก SET ตลอดจนการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และรับผิดชอบการบริหารจัดการสภาพคล่องของบริษัทผ่านธุรกรรมในตลาดเงิน คุณศกุนพัฒน์ ผ่านการทดสอบ CISA Level II ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานกลต.ให้เป็นผู้ติดต่อกับนักลงทุนประเภท ก. และได้รับอนุญาตจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยให้เป็นผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน Read more from this author


13 Comments »

  • clinical said:

    อยากให้ ท่านช่วยสดงความเห็นเกี่ยวการ ปรับขึ้นหรือลง ของ อัตราแลกเปลี่ยน usd dollar กับ เงินของจีน หน่อยครับว่า

    ถ้าจีนเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว จะกระทบอะไรกับไทยบ้างครับ โดยจำเพาะ ตลาดหุ้นของเรา,เศรษฐกิจของไทยด้วยครับ

    ขอบคุณมากครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk said:

    คำถามยากได้ใจมากเลยครับ ขอตอบเท่าที่รู้นะครับ ผิดถูกแนะกันได้ครับ

    การที่ค่าเงินจีน peg ไว้กัน usd ในขณะที่เกินดุลมากขึ้นเรื่อย ๆ ทางการจีนจะต้องทำการเข้าซื้อดอลลาร์ออกจากระบบการเงินของจีน ทำให้ทุนสำรองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    ที่นี้มาตอบคำถาม หากค่าเงินดอลลาร์ปรับลง (ในระยะยาวนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าดอลลาร์จะอ่อนค่า)จะทำให้ราคาสินค้าของอเมริกาถูกลงทำให้ส่งออกได้มากขึ้น แต่หากจีนยัง peg ค่าเงินไว้ก็จะทำให้การส่งออกจากอเมริกาไปจีนไม่ได้มีราคาที่ถูกลงในสายตาคนจีน

    ในส่วนของจีน การที่เค้าไม่ยอมแข็งค่าเงินก็เป็นการพยุงการส่งออกของตัวเองไปในตัว และทำให้เกิดการสะสมเงินสำรองจากการเข้าซื้อดอลลาร์ และมีความมั่งค้่งคั่งของประเทศมากขึ้น ในแง่ของการนำเข้าไม่เพิ่มขึ้นมากจนเกินไป และเป็นการรักษาภาคอุตสาหกรรมในประเทศไปในตัว

    หากจีนยอมแข็งค่าอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเทียบกับไทยจะทำให้ค่าเงินไทยอ่อนลงเมื่อเปรียบเทียบกับหยวน ก็จะดีต่อดุลการค้าของไทย กล่าวคือ ส่งออกไปจีนมากขึ้น และนำเข้าจากจีนน้อยลง น่าจะมีผลบวกกับบ้านเราครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • machine said:

    เขียนได้ดีมากเลยครับ! กระชับ…เข้าใจง่าย

      ( Quote )

    [Reply]

  • วิป said:

    ขอทราบคำแปลภาษาอังกฤษของ "อัตราดอกเบี้ยนโยบาย" – ขอบคุณค่ะ

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk said:

    Policy Interest Rate ครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • Jongkolnee said:

    ขอถามว่า หาข้อมูล risk free rate ปี 2533-2546 ไม่ได้ จะใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ อัตราดอกเบี้ยซื้อ

    คืนพันธบัตรระยะ 1 วัน แทนได้ไหมค่ะ ขอให้ตอบด่วนค่ะ ขอบคุณค่ะ

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk said:

    ความเห็นผมคิดว่าไม่ควรครับ

    ใช้ดอกเบี้ยเงินฝากยังน่าจะดีกว่าครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • Keng (author) said:

    เท่าที่หาข้อมูลในเว็บไซท์ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย, ระบบ Reuter และเว็บไซท์ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งหมดย้อนไปแค่ปี 2542 ครับ ซึ่งโหลดข้อมูลจากสมาคมฯ น่าจะง่ายสุดครับ http://www.thaibma.or.th/yieldcurve/YieldTTM.aspx

      ( Quote )

    [Reply]

  • nick said:

    รบกวนถามค่ะ ว่า เราใช้ Interbank Rate แทน Policy Interest Rate แทนได้มั้ยค่ะ

    เพราะ ???

    ขอบคุณค่ะ

      ( Quote )

    [Reply]

    FundTalk Reply:

    ได้ผลใกล้เคียงกันครับ
    แต่โดยมากนักวิเคราะห์นิยมใช้ Policy Interest Rate มากกว่าครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • T said:

    รบกวนถามครับ อนาคตคาเงินดอลล่า ที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาทน่ะครับหากเงินดอลล่าแข็งค่าต่อเนื่อง
    ต่อไปเงินบาทจะลอยตัวหรือไม่ครับ หรือจะมีปัจจัยใดอีกที่จะทำให้เงินบาทลอยตัว นอกไปจากการเทขายของนักลุงทุนต่างชาติครับ

      ( Quote )

    [Reply]

    FundTalk Reply:

    ค่าเงินบาทปัจจุบันเป็นระบบยืดหยุ่นครับ
    สามารถอ่อนค่า แข็งค่าขึ้นได้ตาม Demand & Supply
    ถ้าหากเงินดอลลาร์แข็งต่อเนื่องอย่างที่คุณว่า เงินบาทก็ย่อมทยอยอ่อนค่าลงครับ

      ( Quote )

    [Reply]

    T Reply:

    ขอบพระคุณมากที่มาตอบคำถามครับ แสดงถึงความใส่ใจมากจริง ๆ ครับนับถือ นับถือ
    เพราะตอนแรกที่ผมเจอ page นี้ ไม่ได้ดูวันที่ในการ post ครับ ซึ่งเป็นกระทู้ที่นานมากแล้ว : )

      ( Quote )

    [Reply]

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

 

Switch to our mobile site