Economic Talk – อัตราดอกเบี้ยนโยบายและความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
หลายท่านคงเคยได้ยินข่าวของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอาจจะส่งสัยว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย
1) ในส่วนของนโยบายการคลัง ซึ่งมีกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการ จะดำเนินการผ่านเครื่องมือที่สำคัญ 2 ส่วน คือ
1.1) การจัดเก็บภาษี (รายได้ภาครัฐ) และ
1.2) งบประมาณแผ่นดิน (รายจ่ายภาครัฐ)
ซึ่งหากภาครัฐต้องใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ก็จะถือเป็นการใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล โดยจะต้องมีการกู้ยืมโดยการออกพันธบัตรเพื่อนำเงินมาชดเชยส่วนต่าง ในทางกลับกัน หากภาครัฐมีรายได้สูงแต่กำหนดให้มีรายจ่ายต่ำกว่า ก็จะเป็นการใช้นโนบายการคลังแบบเกินดุล ความจำเป็นในการออกพันธบัตรก็จะลดลง
2) ทางด้านนโยบายการเงิน ซึ่งมีธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงค์ชาติ) เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง จะดำเนินการผ่านเครื่องมือหลักๆ 2 ประเภท (ซึ่งความจริงยังมีอีกหลายเครื่องมือแต่ขอละไว้ก่อน) คือ
2.1) การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยแบงค์ชาติจะทำหน้าที่เป็นเจ้ามือคอยซื้อขายเงินต่างประเทศ (หลักๆ คือเงินสกุล USD) เพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ (หมายความว่าขึ้นลงได้ตามแนวโน้ม แต่ไม่ผันผวนรุนแรง) และความเหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น และ
2.2) การบริหารอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยคณะกรรมการของแบงค์ชาติจะจัดตั้งคณะกรรมการย่อยขึ้นมาหนึ่งชุด คือ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อทำหน้าที่พิจารณาภาวะเศรษฐกิจและกำหนดระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสม
โดย กนง.มักใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (ลดดอกเบี้ยให้ต่ำ) ในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำและเงินเฟ้อลดต่ำลง เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชน จนกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้
ในทางกลับกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโต ระดับราคาสินค้าสูงขึ้นจนทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น กนง.มักจะใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว (เพิ่มดอกเบี้ยให้สูง) เพื่อให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงจนดึงเงินเฟ้อให้ลดลงได้ (หากเงินเฟ้อสูงเกินไปจะทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง เนื่องจากของแพงขึ้นแต่มีตัวเงินเท่าเดิม)
ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง.จะเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของการทำธุรกรรมขั้นพื้นฐานระยะสั้นกับสถาบันการเงินต่างๆ ที่เรียกว่า อัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันบัตรระยะเวลา 1 วัน (1-Day Repurchase Rate หรือ 1-Day Repo Rate) กล่าวคือ ในกรณีที่สถาบันการเงินมีสภาพคล่องเหลือก็จะนำเงินไปให้แบงค์ชาติกู้ยืมเป็นระยะเวลา 1 วัน ซึ่งแบงค์ชาติจะโอนพันธบัตรภาครัฐให้กับสถาบันการเงินเพื่อเป็นหลักประกัน โดยแบงค์ชาติสัญญาว่าจะ “รับซื้อคืนพันธบัตร” ที่ใช้เป็นหลักประกัน กลับมาจากสถาบันการเงินพร้อมทั้งจ่ายดอกเบี้ยสำหรับระยะเวลา 1 วันให้ โดยดอกเบี้ยนั้นก็คืออัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยนั่นเอง
อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่กำหนดไว้เป็นแกนอาจไม่เท่ากับอัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันบัตรระยะเวลา 1 วันเสมอไป เนื่องแบงค์ชาติจะใช้วิธีให้สถาบันการเงินเสนออัตราผลตอบแทนที่ต้องการ (ประมูล) โดยผู้ที่ต้องการดอกเบี้ยต่ำสุดจะได้ทำธุรกรรมนี้กับแบงค์ชาติก่อนจนครบจำนวนที่แบงค์ชาติกำหนดไว้ในแต่ละวัน และเนื่องจากในปัจจุบันมีสภาพคล่องในสถาบันการเงินเหลือค่อนข้างมาก (Over Demand) ทำให้ 1-Day Repo Rate ในปัจจุบันเท่ากับ 1.18% ต่อปี ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายที่กำหนดไว้ คือ 1.25% ต่อปี
ในการประชุมกนง.ทุกครั้ง (ประชุมทุก 6 สัปดาห์ ปีละ 8 ครั้ง) จะมีการพิจารณาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับอัตราเงินเฟ้อ และบางครั้งอาจพิจารณาปัจจัยด้านการเมืองควบคู่ไปด้วย เพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สามารถรักษาเป้าหมายนโยบายการเงินของประเทศไว้ได้ โดยเป้าหมายนโยบายการเงินของประทศสำหรับปี 2553 คือการควบคุม “อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน [ไม่รวมราคาพลังงานและอาหารสด] เฉลี่ยรายไตรมาสระหว่างร้อยละ 0.5 – 3.0 ต่อปี” (อ่านเป้าหมายนโยบายการเงินประจำปี 2553 ฉบับเต็มได้ที่นี่: http://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/Documents/inflation_2553.pdf)
เช่นการประชุมกนง.เมื่อต้นเดือ นมี.ค.53 ที่ผ่านมา กนง.ยังคงรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี ด้วยเหตุดังนี้
“ อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยล่าสุดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 3.7 เป็นผลจากราคาน้ำมันและอาหารสด ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยัง อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะต่อไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ
คณะกรรมการฯ [กนง.] เห็นว่า ความเสี่ยงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลง ทำให้ความจำเป็นที่ต้องมีนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษเช่นในปัจจุบันได้ลดน้อยล งไปมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศ [การเมือง] ที่อาจจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี ก่อนที่จะพิจารณาปรับอัตราดอก เบี้ยนโยบายให้เข้าสู่ภาวะปก ติต่อไป”
(อ่านสรุปผลการประชุมกนง.ฉบับเต็ม ได้ที่นี่: http://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/Documents/MPC_22553.pdf)
จากผลการประชุมข้างต้นเมื่อกนง.เห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มขยายตัว และเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น (เส้นสีแดงและชมพู) กำลังซื้อประชาชนเริ่มลดลง >> ก็จะเริ่มปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (เส้นสีน้ำเงิน) >> เพื่อส่งสัญญาณให้ธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ ซึ่งในทางปฏิบัติธนาคารอาจปรับดอกเบี้ยเงินฝาก (ต้นทุน) ขึ้นเล็กน้อย แต่ปรับดอกเบี้ยเงินกู้ (รายได้) ขึ้นมากกว่า >> ทำให้ประชาชนออมเงินมากขึ้น (ดอกเบี้ยเงินฝากดีขึ้น) และกู้ยืมน้อยลง (ดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น) >> เป็นเหตุให้การใช้จ่ายครัวเรือนลดลง (เอาเงินไปออมมากขึ้น) และการลงทุนลดลง (ต้นทุนการกู้ยืมเพื่อขยายธุรกิจสูงขึ้น) >> จนทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อชะลอตัวลง
ในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจเริ่มหดตัวและเงินเฟ้อต่ำลง >> กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย >> เพื่อส่งสัญญาณให้ธนาคารพาณิชย์ลดอัตราดอกเบี้ยทั้งสองขาลง >> ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้น (ฝากแบงค์แล้วได้ดอกเบี้ยต่ำ) และธุรกิจกู้เงินได้มากขึ้น (ต้นทุนเงินต่ำลง) >> กิจกรรมทางเศรษฐกิจ (การใช้จ่ายครัวเรือนและการลงทุน) ก็จะได้รับการกระตุ้น จนเป็นผลให้เศรษฐกิจกลับมาขยาย ตัวได้อีกครั้ง จนครบวัฎจักร
(วงจรข้างต้นเป็นตัวอย่างแบบไม่ซับซ้อนซึ่งกล่าวถึงตัวแปรไม่มาก เพื่อให้เห็นภาพได้อย่างง่าย แต่ในความจริงมีตัวแปรอีกมากที่เป็นปัจจัยในการบริหารเศรษฐกิจระดับประเทศ ทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ดุลการค้า ดุลการคลัง กระแสเงินทุนไหลเข้าออก การเมือง ฯลฯ)
ความสัมพันธ์ของอัตราดอกเบี้ยนโยบายกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและ SET Index
จากกราฟพบว่า
1) โดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นพื้นฐานที่ใช้กำหนดทิศ ทางอัตราดอกเบี้ยทั้งหมดในประเทศ รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลด้วย แต่อย่างไรก็ดี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้จะคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไว้ล่วงหน้า ดังนั้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะปรับตัวก่อนการเปลี่ยนแปลงอัตราอัตราดอกเบี้ย นโยบาย (วงกลมสีดำ) เช่นกลางปี 2003 และ 2009 ตามรูป โดย 1-Day Repo Rate คงที่ที่ประมาณ 1% ตั้งแต่ มิ.ย.03 จนถึง มิ.ย.04 แต่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีในช่วงเดียวกันได้ปรับขึ้นจาก 1% ไปที่ 2.2% และเมื่อเร็วๆนี้ก็เช่นเดียวกัน 1-Day Repo Rate คงที่ที่ประมาณ 1.18% มาตั้งแต่ เม.ย.09 จนถึงปัจจุบัน แต่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีในช่วงเดียวกันได้ปรับขึ้นจาก 1.2% ไปที่ 2.3% แล้ว (เริ่มเห็นว่าดอกเบี้ยนโนบายจะปรับขึ้นแล้ว รีบขายพันธบัตรออกไปก่อนดีกว่า เพราะดอกเบี้ยขึ้นแล้วมูลค่าพันธบัตรจะลดลง ดังนั้น ขายก่อน = กำไรมากกว่าและขาดทุนน้อยกว่า)
2) หุ้นจะเริ่มฟื้นตัวก่อนที่ดอกเบี้ยนโยบายจะถึงจุดต่ำสุด (วงกลมสีม่วง) จะเห็นได้จากช่วงต้นปี 2003 และต้นปี 2009 ที่ดอกเบี้ยยังคงลดลงต่อเนื่อง แต่ SET Index เริ่มกลับตัวเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นแล้ว ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยเหตุผลเดียวกันคือ นักลงทุนจะตัดสินใจโดยใช้การคาดการณ์ล่วงหน้า (เริ่มเห็นก้นเหวแล้ว รีบซื้อหุ้นก่อนดีกว่า)
ขณะนี้ กนง.ให้สัญญาณชัดเจนแล้วว่า ถ้าการเมืองสงบจะปรับขึ้นดอกเบี้นนโยบายแน่นอนครับ เตรียมตัวรับภาวะดอกเบี้ยสูง ณ บัดนี้
ที่มาของข้อมูลดิบ: www.bot.or.th, Reuters



อยากให้ ท่านช่วยสดงความเห็นเกี่ยวการ ปรับขึ้นหรือลง ของ อัตราแลกเปลี่ยน usd dollar กับ เงินของจีน หน่อยครับว่า
ถ้าจีนเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว จะกระทบอะไรกับไทยบ้างครับ โดยจำเพาะ ตลาดหุ้นของเรา,เศรษฐกิจของไทยด้วยครับ
ขอบคุณมากครับ
clinical( Quote )
[Reply]
คำถามยากได้ใจมากเลยครับ ขอตอบเท่าที่รู้นะครับ ผิดถูกแนะกันได้ครับ
การที่ค่าเงินจีน peg ไว้กัน usd ในขณะที่เกินดุลมากขึ้นเรื่อย ๆ ทางการจีนจะต้องทำการเข้าซื้อดอลลาร์ออกจากระบบการเงินของจีน ทำให้ทุนสำรองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ที่นี้มาตอบคำถาม หากค่าเงินดอลลาร์ปรับลง (ในระยะยาวนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าดอลลาร์จะอ่อนค่า)จะทำให้ราคาสินค้าของอเมริกาถูกลงทำให้ส่งออกได้มากขึ้น แต่หากจีนยัง peg ค่าเงินไว้ก็จะทำให้การส่งออกจากอเมริกาไปจีนไม่ได้มีราคาที่ถูกลงในสายตาคนจีน
ในส่วนของจีน การที่เค้าไม่ยอมแข็งค่าเงินก็เป็นการพยุงการส่งออกของตัวเองไปในตัว และทำให้เกิดการสะสมเงินสำรองจากการเข้าซื้อดอลลาร์ และมีความมั่งค้่งคั่งของประเทศมากขึ้น ในแง่ของการนำเข้าไม่เพิ่มขึ้นมากจนเกินไป และเป็นการรักษาภาคอุตสาหกรรมในประเทศไปในตัว
หากจีนยอมแข็งค่าอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเทียบกับไทยจะทำให้ค่าเงินไทยอ่อนลงเมื่อเปรียบเทียบกับหยวน ก็จะดีต่อดุลการค้าของไทย กล่าวคือ ส่งออกไปจีนมากขึ้น และนำเข้าจากจีนน้อยลง น่าจะมีผลบวกกับบ้านเราครับ
FundTalk( Quote )
[Reply]
เขียนได้ดีมากเลยครับ! กระชับ…เข้าใจง่าย
machine( Quote )
[Reply]
ขอทราบคำแปลภาษาอังกฤษของ "อัตราดอกเบี้ยนโยบาย" – ขอบคุณค่ะ
วิป( Quote )
[Reply]
Policy Interest Rate ครับ
FundTalk( Quote )
[Reply]
ขอถามว่า หาข้อมูล risk free rate ปี 2533-2546 ไม่ได้ จะใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ อัตราดอกเบี้ยซื้อ
คืนพันธบัตรระยะ 1 วัน แทนได้ไหมค่ะ ขอให้ตอบด่วนค่ะ ขอบคุณค่ะ
Jongkolnee( Quote )
[Reply]
ความเห็นผมคิดว่าไม่ควรครับ
ใช้ดอกเบี้ยเงินฝากยังน่าจะดีกว่าครับ
FundTalk( Quote )
[Reply]
เท่าที่หาข้อมูลในเว็บไซท์ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย, ระบบ Reuter และเว็บไซท์ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งหมดย้อนไปแค่ปี 2542 ครับ ซึ่งโหลดข้อมูลจากสมาคมฯ น่าจะง่ายสุดครับ http://www.thaibma.or.th/yieldcurve/YieldTTM.aspx
Keng( Quote )
[Reply]
รบกวนถามค่ะ ว่า เราใช้ Interbank Rate แทน Policy Interest Rate แทนได้มั้ยค่ะ
เพราะ ???
ขอบคุณค่ะ
nick( Quote )
[Reply]
FundTalk Reply:
October 19th, 2011 at 15:17
ได้ผลใกล้เคียงกันครับ
แต่โดยมากนักวิเคราะห์นิยมใช้ Policy Interest Rate มากกว่าครับ
FundTalk( Quote )
[Reply]
รบกวนถามครับ อนาคตคาเงินดอลล่า ที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาทน่ะครับหากเงินดอลล่าแข็งค่าต่อเนื่อง
ต่อไปเงินบาทจะลอยตัวหรือไม่ครับ หรือจะมีปัจจัยใดอีกที่จะทำให้เงินบาทลอยตัว นอกไปจากการเทขายของนักลุงทุนต่างชาติครับ
T( Quote )
[Reply]
FundTalk Reply:
October 19th, 2011 at 15:28
ค่าเงินบาทปัจจุบันเป็นระบบยืดหยุ่นครับ
สามารถอ่อนค่า แข็งค่าขึ้นได้ตาม Demand & Supply
ถ้าหากเงินดอลลาร์แข็งต่อเนื่องอย่างที่คุณว่า เงินบาทก็ย่อมทยอยอ่อนค่าลงครับ
FundTalk( Quote )
[Reply]
T Reply:
October 19th, 2011 at 18:45
ขอบพระคุณมากที่มาตอบคำถามครับ แสดงถึงความใส่ใจมากจริง ๆ ครับนับถือ นับถือ
เพราะตอนแรกที่ผมเจอ page นี้ ไม่ได้ดูวันที่ในการ post ครับ ซึ่งเป็นกระทู้ที่นานมากแล้ว : )
T( Quote )
[Reply]
Leave your response!
5-minute with FundManagerTalk.com ตอน "จัดพอร์ตลงทุนรับปีมังกรทอง" มาดูกันครับว่าแนวโน้มตลาดการลงทุนปีมังกรพ่นเสียงหัวเราะ
Login
Categories
Authors
- Arsa (12)
- FundTalk (49)
- Keng (22)
- krit587 (2)
- Mr.Messenger (11)
- Roj (13)
- Setha (8)
- Tikamporn (4)
Powered by Authors WidgetFund Manager Talk Webboard
posted in forum Career Talk by realcode on February 6, 2012 at 5:15 pm
posted in forum Fund Talk by Jacky on February 6, 2012 at 4:21 pm
posted in forum Fund Talk by FundTalk on February 5, 2012 at 10:12 am
posted in forum Career Talk by FundTalk on February 5, 2012 at 9:59 am
posted in forum Career Talk by FundTalk on February 5, 2012 at 9:50 am
posted in forum Career Talk by FundTalk on February 5, 2012 at 9:46 am
posted in forum Career Talk by FundTalk on February 5, 2012 at 9:45 am
Recent Comments
FundTalk Links
Powered by
Investment Sites
Tags
UserOnline
recent posts
Most Commented
Most Viewed
Switch to our mobile site
Powered by WordPress | Log in | Entries (RSS) | Comments (RSS) | Arthemia theme by Michael HutagalungSwitch to our mobile site