EconomicTalk – Joseph Stiglitz เตือน ระวังเงินร้อน !
บทความนี้เป็นมุมมองการวิเคราะห์ของผมจากการฟังการให้สัมภาษณ์ของคุณ Joseph Stiglitz ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย โดยวิเคราะห์ถึงผลกระทบของการเคลื่อนไหวของกระแสเงินโลกในปัจจุบันที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นไทย
เขาคือใคร ?
คุณ Joseph Stiglitz เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ. 2001 เจ้าของ “ทฤษฎีข้อมูลที่ไม่สมมาตรกัน (Theory of information Asymmetry)” ซึ่งส่งผลให้ตลาดไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ โดยคุณ Stiglitz เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ (Chief Economist) ของธนาคารโลก (World Bank) ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจให้กับหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่คุณ Stiglitz ได้ตอบรับเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลไทยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ( อ่านประวัติของเขาเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Joseph_Stiglitz )
ที่มาของเงินร้อน
สหรัฐอเมริกาได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ และการขยายงบดุลของธนาคารกลาง (FED) อย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐฯ ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Fund Rate) ลงไปสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์คือ 0 – 0.25% ตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2551 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึง FED ที่ได้เข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินทำให้สินทรัพย์ของ FED เพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 8 แสนล้านเหรียญในปี 2551 มาเป็น 2 ล้านล้านเหรียญในปัจจุบัน (มีเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นในระบบคิดเป็นเงินไทยประมาณ 68 ล้านล้านบาท มากกว่า GDP ของประเทศไทยประมาณ 7 เท่า) โดยเงินที่อัดฉีดเข้ามาส่วนใหญ่จะผ่านมาที่สถาบันการเงินในสหรัฐฯ ด้วยเป้าประสงค์ให้เกิดการปล่อยกู้ในสหรัฐฯ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะถดถอย และประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ก็ได้ดำเนินนโยบายอัดฉีดสภาพคล่องในลักษณะเดียวกันซึ่งก่อให้เกิดสภาพคล่องจำนวนมากในระบบการเงินของโลก
สิ่งที่เกิดขึ้นคือเงินจำนวนมหาศาลเหล่านั้นกลับไม่ได้นำไปสู่การปล่อยกู้ในสหรัฐฯเป็นหลัก แต่กลับไหลไปสู่ภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตที่ดีกว่า ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือภูมิภาคเอเชีย โดยเงินส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนผ่านสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเช่น หุ้น และพันธบัตร (นับแต่ต้นปีมีเงินจากต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท – แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเงินดังกล่าวมาจากสหรัฐฯ ทั้งหมด)
ปัจจัยที่ควรจับตามอง
เมื่อเงินที่ไหลเข้าตลาดทุนส่วนหนึ่งมาจากเงินที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ เมื่อวิกฤตได้ผ่านพ้นไปย่อมเป็นไปได้ที่เงินเหล่านั้นจะต้องไหลกลับไปสู่แหล่งที่มา เช่นในกรณีของสหรัฐฯ ที่เริ่มมีการวางแผนของการดึงเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบกลับคืนสู่ทางการไปบ้างแล้ว (Exit Strategy) ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนไทยควรให้ความสำคัญก็คือ สภาพคล่องของตลาดเงินโลก ซึ่งจะมีผลต่อตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรของไทยไม่มากก็น้อย อย่างแน่นอน ผมแนะนำให้ติดตามปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้
- อัตราดอกเบี้ย London Interbank Offer Rate อายุ 6 เดือน (6-month LIBOR) ซึ่งเป็น indicator สำคัญที่สะท้อนถึงสภาพคล่องของตลาดการเงินของโลก ปัจจบันอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์คือ 0.675% ณ วันที่ 15 กันยายน 2552 หากอัตราดอกเบี้ยตัวนี้ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อใด ย่อมหมายถึงสภาพคล่องที่ลดลง (ดู http://www.economagic.com/libor.htm#US)

ที่มา Bloomberg
- ขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED Balance Sheet) หาก FED เริ่มลดขนาดของสินทรัพย์ที่ถือครองเมื่อใด ย่อมหมายถึงการดูดสภาพคล่องออกจากระบบ โดยปัจจุบันขนาดสินทรัพย์ที่ FED ถือครองคือประมาณ 2 ล้านล้านเหรียญ ดังที่ระบุไว้ข้างต้น(ดู http://www.federalreserve.gov/monetarypolicy/bst_recenttrends_accessible.htm )

ที่มา Macroeconomic Advisers
ผมเชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลาย ๆ มองว่าอาจเกิดขึ้นในปี 2553 มีโอกาสสูงที่ธนาคารกลางหลาย ๆ แห่งทั่วโลกโดยเฉพาะ FED ที่จะทยอยดึงสภาพคล่องที่ปล่อยไปในระบบกลับคืน ซึ่งผมหวังว่ากระบวนการนั้นจะเป็นไปอย่างช้า ๆ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนของบ้านเราอย่างมีนัยสำคัญ แต่เราอยู่บนตลาดที่การคาดการณ์ของนักลงทุนมีผลต่อราคา อาจเป็นไปได้ที่มีการเก็งถึงสภาพคล่องที่ลดลง และทำให้เกิดความผันผวนของกระแสเงินได้เช่นกัน สรุปแล้วคือ หากเราลงทุนในสิ่งที่มีความผันผวน สิ่งที่เราควรทำคือติดตามปัจจัยต่าง ๆ ที่มีนัยสำคัญต่อราคานั่นเอง ในโลกของการลงทุน “ยิ่งรู้มากกว่า ก็ยิ่งได้เปรียบ” สวัสดีครับ

ผมเองก็ไม่ได้ติดตามอ่านข่าวสารอะไรมากนั้น เมื่ออ่านบทความนี้ ก็มีข้อสงสัย ดังนี้ครับ
อเมริกากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินเข้าระบบ เพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบ เท่านั้นหรือครับ เช่นอัดฉีดเงินเข้าไปให้หมุนไปหน่อย และค่อยๆ ดึงกลับ หากเศรษฐกิจ ฟื้นขึ้นมาหน่อยแล้ว ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่อเมริกา ขาดดุลการค้าต่อประเทศคู่ค้าต่างๆ ในเอเชียโดยเฉพาะ จีน ได้อยู่ดี นโยบายงบประมาณขาดดุลก็ต้องทำไปเรื่อยๆ จน ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็แบกรับภาระหนี้แบบนี้ต่อไปไม่ได้ อยู่ดี
หากเป็นเช่นนั้นแล้วจะอัดฉีดเงินไปทำไมครับ
และ ทำไมจะต้อง ดึงเงินที่อยู่ในระบบกลับออกไป ( ดึงกลับเข้าประเทศ ) ด้วยครับ
และหากไม่ได้ ดึงเงินออกจากระบบ ความเสี่ยงที่จะเกิดเงินเฟ้อในอเมริกา มากน้อยแค่ไหนกันเชียวครับ หากเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดเงินเฟ้อในประเทศ เอเชียที่มีเงินไหลเข้ามา
Green( Quote )
[Reply]
เป็นคำถามที่ดีมากครับ แต่การตอบให้หมดทุกคำถาม ไม่ง่ายทีเดียวครับ (เข้าใจว่าคุณ Green มีความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจมากทีเดียว ถ้าให้เดาน่าจะเรียนสาย Econ มา ^^)
อเมริกาได้เปรียบประเทศอื่น ๆ ครับ เพราะเป็นเจ้าของเงินสกุลหลักของโลก จึงสามารถใช้วิธีเพิ่ม Money Supply ได้ อีกทั้งหนี้สาธารณะก็ยังอยู่ในระดับทีพอจะก่อหนี้เพิ่มได้ (ยังน้อยกว่าญี่ปุ่นที่สูงถึง 100% GDP) ต่างกับกรณีของไทยครับ เมื่อเกิดวิกฤตเราจึงต้องรักษาวินัยการคลัง ลอยตัวค่าเงิน เพื่อให้กำไรจากการส่งออก แต่ภาคเศรษฐกิจก็ต้องเจ็บกันมาก
ผมมองว่าวิกฤตครั้งนี้ น่าจะส่งผลหนึ่งให้การขาดดุลของอเมริกาลดลง เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคอเมริกันตอนนี้ก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เห็นได้ชัดจากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่ NPL เพิ่มขึ้นมาก ยอดซื้อรถ ยอดซื้อบ้านก็ตกลงอย่างมาก อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจาก Wealth ที่ลดลดจากตลาดหุ้น และตลาดอสังหาฯ ที่ราคาปรับตัวลง นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงก็จะช่วยให้ลดการขาดดุลได้อีกทางนึงครับ
การดึงเงินกลับ น่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ แต่น่าจะเกิดเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เงินที่่ปล่อยไปในเศรษฐกิจปล่อยไปอย่างมีเงื่อนไข และวัตถุประสงค์เฉพาะครับ เช่น
- เงินเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงิน – มีเงื่อนไขว่าจะให้มีการคืนเงินเพิ่มทุนดังกล่าวได้ และมีหลายแห่งเช่น Goldman Sachs ก็ได้คืนเงินดังกล่าวแล้ว
- เงินที่ไปช่วยเหลือ AIG 85 Bil Us ก็มีแผนงานที่ทยอยขายธุรกิจของ AIG ทั่วโลกมาคืนเงินดังกล่าว
- เงินที่เข้าไปซื้อ Asset Back Securites ที่มีปัญหา เมื่อปัญหาเริ่มหมดไป FED ก็คงทยอยลดการซื้อ
ในเรื่องของเงินเฟ้อผมคิดว่าปีหน้าน่าจะเริ่มเห็นสัญญาณเงินเฟ้อ ซึ่งธนาคารกลางแต่ละประเทศก็จะเริ่มส่งสัญญาณต่อนักลงทุน ว่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งกว่าจะขึ้นจริงผมคิดว่าน่าจะช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้าครับ
FundTalk( Quote )
[Reply]
ขอบคุณมากครับ เข้าใจเยอะขึ้นเลย
ผมไม่ได้เรียนสาย Econ มาหรอกครับ
แต่ช่วงนี้สนใจเรื่อง Fund Flow ตรงนี้นิดหน่อย
เพราะเห็นตลาดหุ้นในปีนี้ขึ้นมาเยอะ
แล้วก็ ไม่อยากเห็น Port ตัวเอง แดงๆ เหมือนช่วงต้นปีอีก
กลัวว่าเงินไหลออกแล้ว จะกลับมาเขียวๆ เหมือนเดิมลำบากครับ
Green( Quote )
[Reply]
คุยกันหนุงหนิงดีครับ โดยส่วนตัวนับถือคุณ สติกลิสต์ และข้อมูลคุณเจษฎาที่แน่นเอี๊ยดดีครับ ส่วนมุมมองในฐานะนักลงทุนของคุณ Green ก็ช่วยเตือนสติให้นักลงทุนทั้งหลายระวัง กลิ่นพายุที่แฝงมาในขณะที่ท้องทะเลยังเงียบสงบครับ
"การดึงเงินกลับ น่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ แต่น่าจะเกิดเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เงินที่่ปล่อยไปในเศรษฐกิจปล่อยไปอย่างมีเงื่อนไข"
ซึ่งหากมีเงื่อนไขดังกล่าวจริงท่านนักลงทุนควรต้องตามสัญญาณหรือวันที่กำหนดของเงื่อนไขนั้นอย่างเจาะลึกครับ
Anonymous( Quote )
[Reply]
Leave your response!
5-minute with FundManagerTalk.com ตอน "จัดพอร์ตลงทุนรับปีมังกรทอง" มาดูกันครับว่าแนวโน้มตลาดการลงทุนปีมังกรพ่นเสียงหัวเราะ
Login
Categories
Authors
- Arsa (12)
- FundTalk (49)
- Keng (22)
- krit587 (2)
- Mr.Messenger (11)
- Roj (13)
- Setha (8)
- Tikamporn (4)
Powered by Authors WidgetFund Manager Talk Webboard
posted in forum Fund Talk by FundTalk on February 5, 2012 at 10:12 am
posted in forum Career Talk by FundTalk on February 5, 2012 at 10:09 am
posted in forum Career Talk by FundTalk on February 5, 2012 at 9:59 am
posted in forum Career Talk by FundTalk on February 5, 2012 at 9:50 am
posted in forum Career Talk by FundTalk on February 5, 2012 at 9:46 am
posted in forum Career Talk by FundTalk on February 5, 2012 at 9:45 am
posted in forum Career Talk by FundTalk on February 5, 2012 at 9:43 am
Recent Comments
FundTalk Links
Powered by
Investment Sites
Tags
UserOnline
recent posts
Most Commented
Most Viewed
Switch to our mobile site
Powered by WordPress | Log in | Entries (RSS) | Comments (RSS) | Arthemia theme by Michael HutagalungSwitch to our mobile site